อาการหน้ามืด หมายถึงอาการวิงเวียนหัว ตามัวจนมองอะไรพร่าไปหมด หรือวูบไปคล้ายจะไม่รู้สึกตัว (หมดสติ) แต่ยังรู้สึกตัวอยู่ (ยังไม่หมดสติ) อาการเวียนหัวในที่นี้ไม่ใช่อาการวิงเวียนที่เกิดจากความรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่รอบตัว (บ้าน) หมุน หรือตัวเองหมุน อาการเป็นลม หมายถึง อาการหมดสติไปชั่วขณะ จากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงทันที ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายลดลงทันที (ปริมาณเลือดจากหัวใจลดลงทันที)

ทำให้สมองโดยทั่วไปขาดแคลนเลือดไปเลี้ยงฉับพลัน จึงทำให้หมดสติไปชั่วครู่ (ในเวลาพริบตาเดียว ไม่กี่วินาที หรืออาจเป็นเวลาหลายนาที แต่ไม่ถึงชั่วโมง) โดยทั่วไปจะวินิจฉัยอาการหน้ามืดเป็นลมได้ จากการที่คนไข้ล้มลง ทรุดลง หรือฟุบลง ไม่รู้สึกตัวหรือไม่ค่อยรู้สึกตัว แต่ยังหายใจได้ และคลำชีพจรได้ ส่วนคนไข้ที่มีอาการหน้ามืด จะยังรู้สึกตัวอยู่ แต่อาจจะมึนงง รู้สึกหวิวหรือวูบและอ่อนแรงลงเท่านั้น
1. เป็นลมธรรมดา เป็นอาการหน้ามืดเป็นลมที่พบบ่อยที่สุด มักเกิดในคนที่ร่างกายและ/หรือจิตใจอ่อนแอ เช่น ไม่สบาย เพิ่งฟื้นไข้ อดนอน หิวข้าว หิวน้ำ แล้วต้องอยู่ในที่ร้อนและอบอ้าวหรือแออัด โดยเฉพาะถ้าเครียด กังวล หงุดหงิด โกรธ หรือกลัว จะเกิดอาการง่ายขึ้น คนที่ออกกำลังในที่ร้อน ก็อาจเป็นลมเพราะร้อนได้
อาการมักจะเกิดขึ้นเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก คนไข้มักจะมีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย ใจเต้นเร็วขึ้น หรือแรงขึ้น(ใจสั่น) หายใจ แรงขึ้น ถ้าวัดความดันเลือดจะพบว่า ความดันเลือดสูงขึ้น น้ำลายสอ หาวบ่อย เมื่อมีอาการเช่นนี้แล้ว ถ้าคนไข้ได้นั่งพักหรือนอนพักในที่เย็น ๆ ดมยาดมหรือโบกพัดลมให้ชุ่มชื่นขึ้น คนไข้ก็จะเป็นลมและกลับหายเป็นปกติ แต่ถ้าคนไข้ยังอยู่ในสภาพเหมือนเดิม อาการจะเข้าสู่ระยะที่ 2
ระยะที่สอง อาการในระยะนี้ อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการในระยะแรกก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการในระยะแรกนำมาก่อน แล้วต่อมาจะรู้สึกหัวเบา ตัวเบาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกปั่นป่วนในท้อง คลื่นไส้ ขนลุก หน้าซีด มือเท้าเย็นซีด เหงื่อแตก อยากปัสสาวะ หรือกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยไหว ตาพร่ามัว สิ่งรอบตัวมืดลงแล้วหมดสติ(ไม่รู้ตัว) คนไข้มักจะค่อย ๆ ฟุบหรือทรุดลงกับพื้น แต่ในบางครั้ง ถ้าระยะที่สองนี้เกิดขึ้นฉับพลัน คนไข้อาจจะล้มฟาดทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ร่างกายส่วนต่าง ๆ ได้ และในกรณีที่คนไข้ไม่สามารถฟุบหรือทรุดลงกับพื้น หรือในกรณีที่เป็นมาก คนไข้อาจมีอาการชักเกร็งจากสมองขาดเลือดได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth